ความเชื่อพื้นฐาน : การเลือกซื้อหุ้นรายตัว หรือ ซื้อกองทุนไม่มีประโยชน์ การซื้อ Index fund เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จากความมีประสิทธิภาพของตลาด
การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย มี 2 ข้อใหญ่ คือ
1. The firm-foundation theory ประเมินมูลค่าบริษัท โดย discount กำไรอนาคตเทียบเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วดูว่าราคาตลาดเป็นอย่างไร จุดอ่อน มี 2 ส่วนคือ ใช้เวลาในการศึกษา และ พยากรณ์ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
2. The Castle-in-the-air theory ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับความเห็นฝูงชน ซื้อหุ้นที่คาดว่าในอนาคตจะมีผู้คนเข้ามาซื้อต่อด้วยราคาที่สูงกว่านี้
ประวัติศาสตร์ ความบ้าคลั่งของฝูงชน
1. The tulip-bulb craze
เกิดในช่วงศตวรรษที่ 17 ช่วงที่บ้าคลั่งที่สุดประมาณปี 1634-1637 ) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างยุคทองของเนเธอร์แลนด์ ในระหว่างที่ความคลั่งทิวลิปกำลังอยู่ที่จุดสูงสุด ราคาสัญญาการซื้อขายดอกทิวลิปต่อหัวสูงเกินสิบเท่าของรายได้ต่อปีของช่างฝีมือในช่วงระยะเวลาเดียวกัน เหตุการณ์นี้ถือกันว่าเป็นเหตุการณ์แรกของภาวะฟองสบู่จากเก็งกำไร คำว่า "ความคลั่งทิวลิป" กลายมาเป็นคำที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอุปมาเมื่อกล่าวถึงภาวะฟองสบู่ขนาดใหญ่ เริ่มจากหัวทิวลิปติดเชื้อไวรัส ทำให้เกิดสีแปลกตา จึงเริ่มมีราคา ฝูงชนแย่งกันซื้อและคาดหวังว่าจะมีคนซื้อต่อด้วยราคาที่สูงขึ้น ความอดทนมองดูเพื่อนบ้านทำกำไรมหาศาลก็หมดลง ใครไม่ซื้อจะรู้สึกว่าโง่ มีการพัฒนาไปถึงมี call option( ออปชั่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คอลออปชั่น (Call Options) และพุทออปชั่น (Put Options)
คอลออปชั่น (Call Options) หมายถึงออปชั่นที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ ในการซื้อสินค้าอ้างอิง
พุทออปชั่น (Put Options) หมายถึงออปชั่นที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการขายสินค้าอ้างอิง) แต่สุดท้ายราคาของดอกทิวลิปก็ตกลงอย่างเร็ว
2. The south sea bubble ฟองสบู่ทะเลใต้ – การเจ๊งหุ้นของนิวตัน
ย้อนกลับไปที่ประเทศอังกฤษปี 1711 หรือประมาณ 300 ปีที่แล้วใน ในขณะนั้น อังกฤษมีสงครามกับสเปน ทำให้รัฐบาลอังกฤษ มีการกู้เงินมากมายในรูปของพันธบัตร เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม และกิจการต่างๆ ของรัฐบาล ผลลัพธ์คือ รัฐบาลอังกฤษมีหนี้สินเป็นจำนวนมหาศาล
บริษัท South Sea Company จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของรัฐบาล และ เรียกความเชื่อมั่นของรัฐบาลอังกฤษกลับคืนมา โดยบริษัทได้เสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือในการจ่ายหนี้ก้อนใหญ่ของรัฐบาลแทน โดยมีไอเดียคือ ให้เจ้าหนี้ของรัฐบาลอังกฤษ สามารถเปลี่ยนหนี้ที่รัฐบาลค้างไว้ มาเป็นหุ้นของบริษัท South sea company แทนได้ พูดง่ายๆ คือ นำพันธบัตรรัฐบาลมาแลกกับหุ้น
แล้วบริษัทจะได้อะไรเป็นการตอบแทน?
เพื่อเป็นการตอบแทนที่บริษัทปลดนี้ให้ รัฐบาลต้องมอบสัมปทานการผูกขาดการค้า ทั้งหมดในแถบทะเลใต้ (น่านน้ำในแถบทวีปอเมริกาใต้บนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก) ให้กับบริษัท
อีกทั้งยังมีการช่วยเหลือและโปรโมตจากรัฐบาลในขณะนั้น ทำให้หุ้นของบริษัทได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากคนทุกระดับชั้น
อย่างไรก็ตาม การค้าขายของบริษัท South Sea ที่ได้รับสัมปทานมานั้น ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรทั้ง การค้าทาส หรือการค้าฝ้าย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
แต่อย่างไรก็ตามหุ้นของบริษัทไม่ได้ลดลง แต่กลับทะยานขึ้นจากเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของบริษัท
หุ้นของบริษัททะยานจากระดับไม่กี่ 10 ปอนด์ไปจนถึงระดับ 1,000 ปอนด์ในเวลาเพียงไม่กี่ปี..
ความบ้าคลั่งในการซื้อหุ้นของ บริษัท South Sea กระจายไปทั่ว ผู้ถือหุ้นมีทั้งชนชั้นสูงของอังกฤษ สมาชิกสภา ประชาชนทั้งหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระเจ้าจอร์จ ที่ 1 กษัตริย์อังกฤษในขณะนั้น และ เซอร์ไอแซค นิวตัน นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้โด่งดัง
จุดเริ่มต้นของจุดจบเกิดจาก เมื่อผู้บริหารของบริษัทเริ่มเห็นแล้วว่า รายได้ของบริษัทไม่ได้สมดุลกับราคาหุ้นที่บริษัทออกไป คนพวกนี้จึงเริ่มขายหุ้นทั้งหมดออก แต่เมื่อข่าวนี้รั่วไหลออกไปทำให้มีการเทขายเกิดขึ้น
ต่อมามีการเปิดเผยผลขาดทุนมหาศาลที่ซ่อนอยู่ ในที่สุด บริษัท South Sea ก็ล้มละลายในปี 1720 หรือภายใน 9 ปีเท่านั้น
ผลกระทบทั้งหลายก็ตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งการที่ธนาคารต้องแบกรับหนี้เสียจำนวนมากที่ปล่อยกู้ให้ซื้อหุ้นของบริษัท มีทั้งผู้บริหาร และ ข้าราชการต้องติดคุกอีกหลายคนจากการพิจารณาคดี
แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนจะมีความรู้มากกว่าในอดีต รวมถึงการมีกฎหมายและมาตรฐานการบัญชีที่เข้มงวดกว่าเดิมมาก
3. Great depression
มี.ค. 1928 ถึง ก.ย. 1929 หุ้นให้ผลตอบแทน เท่ากับ ก่อนหน้านั้น 6 ปีรวมกัน เกิดจากการปั่นหุ้น สร้างราคา ซื้อขายกันไปมาระหว่างโบรค ทยอยให้ข่าวดี เมื่อฝูงชนเข้ามาก็ปล่อยของ
ช่วงตุลาถึงพฤศจิกายน 1929 เริ่มราคาตกอย่างรุนแรง และต่อเนื่องไปอีกหลายปี บางคนว่า "ราคาสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก" บ้างว่า "fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเกินไป"
4. ยุค 60's ความเฟื่องฟูของยุคอิเล็คทรอนิค พลังของคำว่า "Growth" เช่น IBM และ Texas หุ้นบางตัวที่เพิ่งเข้าตลาด ราคาขึ้นจาก 2 เป็น 14 ภายในเวลา 2 สัปดาห์ กลยุทธ์การเติบโตอย่างหนึ่งคือ การควบรวม โดยอาศัยคำว่า "Synergy" หรือ 2+2 เป็น 5 ในบางกรณีเป็นการควบรวมกับบริษัทที่ทำธุรกิจไม่เหมือนกันอีกต่างหาก เช่น บริษัทอิเล็คที่มี pe 20 กับ บริษัทอาหารที่มี pe 10 เมื่อควบรวมแล้วตลาดให้ราคาที่ pe20 ทำให้ราคาหุ้นสูงเกินจริง เมื่อเวลาผ่านไปเป็นปี ผลประกอบการออกมา แสดงให้เห็นว่า ไม่ดีดังที่คาดทำให้ราคาหุ้นกลับมาที่สภาพความเป็นจริง หลังจากนั้นกองทุนประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ คือ "Perform" แสดงว่ากองทุนของเขาทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนอื่น และดีกว่าตลาด กระตุ้นให้คนเห็นความสำคัญของจ็อกกี้มากกว่าม้า
5. ยุค nifty fifty ปี 1970's หลังการล่มในปี 1960's เกิดแนวคิดใหม่ คือ ซื้อบริษัทที่ดี ใหญ่ และเติบโตดี คุณภาพสูง ซึ่งมีราวๆแค่ 4 โหลทั้งตลาด เช่น IBM Xerox AvonProduct Kodak McDonald's Polaroid Disney ซื้อแล้วไม่ต้องดูได้เลย หลายบริษัทมี pe90 ในปี 1972 และเหลือ pe15 ในปี 1980
6. ยุค 1980 คลั่ง biotech กับ microelectronic
ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งใหม่ มีรายได้น้อย และยังไม่ทำกำไร นักวิเคราะห์จึงต้องหาวิธีประเมินใหม่ คือ คิดมูลค่าตามผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขั้นตอนกำลังพัฒนา คาดการณ์รายได้ margin สุดท้ายหุ้นลง 3 ใน 4
7. ช่วงปี 1985-1990 มีฟองสบู่อสังหา และหุ้นที่ญี่ปุ่น ที่ดินที่ญี่ปุ่นมีน้อยกว่าอเมริกา 25 เท่า แต่ราคาสูงกว่า 5 เท่า สามารถซื้อทั้งอเมริกาโดยกรุงโตเกียวแห่งเดียว ซื้อทั้งแคริฟอเนียร์เพียงแค่ขาย Imperial Palace ตลาดหุ้นมี pe60 ในขณะที่อเมริกา pe15 อังกฤษ pe12 บริษัท NTT บริษัทเดียวมี มูลค่าเท่ากับ At&t IBM exxon GE GM รวมกัน แต่นักวิเคราะห์ก็สามารถอธิบายได้ เช่น การคิดค่าเสื่อมที่ไม่เท่ากัน ดอกเบี้ยที่ญี่ปุ่นต่ำมาก ความหนาแน่นของประชากร กฎระเบียบ ภาษี
ในปี 1980's Nikkei เกือบ 40000 จุด กลาง ส.ค. 1992 ปิดที่ 14309 จุด ลดลง 63% ช่วงเวลาที่ขึ้นมากๆ คงที่และตกใช้เวลาราว 4 ปี
8. ก.ค. 1999 ถึง มี.ค. 2000 ใช้เวลาปีกว่าขึ้นไป 3เท่า และสิ้นสุดลงเมื่อ ก.ค. 2002 (อีก 2ปีต่อมาค่อยๆลดลงจนเกิดเสถียรภาพ) การเกิดขึ้นของอินเตอร์เนต ทั้งเทคโนโลยีใหม่และช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ บางตัว pe เป็นเลขสามหลัก บางตัว pe ติดลบ เมื่อสิ้นสุดฟองสบู่ การขาดทุนเกิดขึ้นที่ราว 98% แม้ว่าบริษัมจะรอดกลับมาก็ตาม เช่น amazon cisco และมีอีกหลายบริษัทล้มละลาย
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตฟองสบู่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เช่น เทคโนโลยีใหม่ ช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ระบบการเงินใหม่ สร้างความคาดหวัง สร้าง story ทำให้คนโลภมีเหตุผลที่จะเข้ามาทำกำไร
9. ปลาย 2000's เกิดฟองสบู่อสังหาที่ใหญ่ที่สุด เมื่อ รัฐกำหนดดอกเบี้ยกู้บ้านต่ำ ไม่ต้องดาวน์ ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำ securities หนี้ ประกันหนี้ สุดท้ายแล้วฟองสบู่แตกธุรกิจอหังสาล่มอีกครั้ง
Comentários